SEO คืออะไร? เข้าใจการทำ SEO และความสำคัญที่ทำให้เว็บไซต์เราติดอันดับ!

มีใครเคยทำเว็บไซต์สวย ๆ สินค้าดี ๆ หรือเขียนบทความดี ๆ แต่แล้วก็ต้องมานั่งท้อใจเพราะไม่มีคนเข้ามาดูเลยไหมคะ? ปัญหาแบบนี้เป็นเรื่องที่คนทำเว็บไซต์มือใหม่เจอเป็นประจำ และใคร ๆ หลายคนก็มักจะบอกให้ ทำ SEO หรือติดต่อบริษัทรับทำ SEO เพื่อช่วยชีวิตเว็บไซต์ของเราไว้! แต่ว่า SEO คือ อะไรล่ะ? ต้องทำยังไง แล้วทำไมต้องทำ เรารวมคำตอบไว้ให้แล้วในบทความนี้ ตามเราไปดูกันเลยค่ะ!
SEO คืออะไร? ไขข้อสงสัยให้กระจ่าง

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization คือ การทำเว็บไซต์ของเราให้เหมาะสมและติดอันดับบน Search Engine ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมืออย่าง Google, Bing, หรือ Yahoo! ฯลฯ แต่ส่วนใหญ่เราจะเน้นไปที่ Google เป็นหลัก เพราะเป็นเจ้าตลาดและคนไทยใช้เยอะมากที่สุด
โดยมุ่งทำให้เว็บไซต์ของเราปรากฏอยู่หน้าแรกของ Google เพราะคนส่วนใหญ่เวลาค้นหาข้อมูลอะไรก็ตาม มักจะคลิกดูแค่ผลลัพธ์ในหน้าแรกเท่านั้น และนี่คือหัวใจสำคัญของการตลาดออนไลน์ในยุคนี้เลยค่ะโดยการทำ SEO มีจุดประสงค์หลักเพื่อ
- เพิ่ม ปริมาณผู้เข้าชมเว็บไซต์ (Traffic)
- ดึง ลูกค้าเป้าหมาย เข้ามาโดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา
ลองนึกภาพว่า Google คือ ชั้นวางหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่รวบรวมหนังสือ (เว็บไซต์) นับล้านเล่มไว้ด้วยกัน ผู้คนมากมายเข้ามาที่ชั้นวางแห่งนี้เพื่อค้นหาข้อมูลที่ต้องการ
สำหรับ เว็บไซต์ของเรา ก็เปรียบเสมือน หนังสือ เล่มหนึ่งที่ถูกวางอยู่บนชั้นหนังสือของ Google เราต้องการให้หนังสือของเราถูกหยิบอ่านและเป็นที่รู้จัก
ส่วน อัลกอริทึม (หรือ Bot) ของ Google นั้นก็คือ บรรณารักษ์ผู้ชาญฉลาด ที่มีความสามารถในการอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาของหนังสือ (เว็บไซต์) ทุกเล่มบนชั้นวาง บรรณารักษ์เหล่านี้ไม่ได้แค่อ่านอย่างเดียว แต่ยังคอยประเมินคุณภาพของหนังสือแต่ละเล่มด้วยเกณฑ์ต่างๆ เช่น
- เนื้อหาของหนังสือ น่าสนใจ มีประโยชน์ ครบถ้วน และตรงกับความต้องการของผู้อ่านหรือไม่?
- โครงสร้างของหนังสือ อ่านง่าย จัดหมวดหมู่ดี มีสารบัญชัดเจนหรือไม่?
- ความน่าเชื่อถือของหนังสือ มีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ หรือได้รับการแนะนำจากหนังสือเล่มอื่น ๆ หรือไม่?
- ประสบการณ์การอ่าน หนังสือเล่มนี้เปิดง่าย อ่านสะดวก ไม่ติดขัดหรือไม่?
เมื่อบรรณารักษ์เหล่านี้ประเมินแล้ว หนังสือเล่มไหนที่มีคุณภาพดี มีเนื้อหาตรงกับที่ผู้อ่านกำลังค้นหา และตอบโจทย์ได้ดีที่สุด หนังสือเล่มนั้นก็จะถูกจัดอันดับให้มาอยู่ ด้านหน้าสุดของชั้นวาง (คือหน้าแรก ๆ ของผลการค้นหาบน Google) เพื่อให้ผู้อ่านหยิบไปอ่านได้ง่ายที่สุด
ดังนั้น SEO ก็คือ การทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้หนังสือ (เว็บไซต์) ของเราเป็นหนังสือที่มีคุณภาพดีที่สุดในสายตาของบรรณารักษ์ (อัลกอริทึม Google) เพื่อให้บรรณารักษ์เลือกหนังสือของเราไปวางไว้ด้านหน้าสุดของชั้นวางเมื่อมีคนเข้ามาค้นหา
- 💡 ถ้าทำ SEO ดี = หนังสือเราอยู่หน้าแรกของชั้นวาง
- 📉 ถ้าไม่ทำ SEO = หนังสือเราอยู่ชั้นล่างสุด ฝุ่นจับ ไม่มีคนหยิบ
ทีม SEO ของ SGE ADVERTISING ขออธิบายสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า SEO คือ กระบวนการปรับแต่งเว็บไซต์ของเราให้เป็นมิตรและถูกใจ Google เพื่อเพิ่มโอกาสในการติดอันดับต้นๆ ของผลการค้นหา และทำให้ผู้คนสามารถค้นหาเว็บไซต์ของเราเจอได้ง่ายขึ้นนั่นเองค่ะ
การทำ SEO ให้ Google รู้ว่าเรามีดี!

Google มี “Bot” ที่คอยท่องไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ตเพื่อเก็บข้อมูลเว็บไซต์ต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่ง Bot เหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นบรรณารักษ์ที่คอยตรวจเช็กเว็บไซต์ ของเราว่ามีคุณภาพแค่ไหน โดยจะพิจารณาจากหลายปัจจัยมาก ๆ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ ที่เราควรรู้ไว้ ได้แก่
1. การทำ On-Page SEO ปรับปรุงเว็บไซต์ของเราให้ดีที่สุด

On-Page SEO คือการปรับแต่งทุกอย่างที่อยู่บนเว็บไซต์ของเราเอง เพื่อให้ Google และผู้ใช้งานเข้าใจว่าเว็บไซต์ของเราเกี่ยวกับอะไร มีประโยชน์แค่ไหน ลองนึกภาพว่าเป็น “การจัดบ้านให้เรียบร้อย” เพื่อต้อนรับแขก (ผู้ใช้งาน) และผู้ตรวจสอบ (Google Bot) ให้รู้สึกประทับใจ ซึ่งจะประกอบไปด้วย
- การเลือกใช้ Keyword บอกเลยว่าคีย์เวิร์ดนี่คือหัวใจสำคัญ! เราต้องรู้ว่าลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของเราใช้คำว่าอะไรค้นหา เราก็เอาคำนั้นมาใส่ในบทความหรือเนื้อหาบนเว็บไซต์ให้เป็นธรรมชาติ เช่น ถ้าขายเคสโทรศัพท์มือถือ คุณก็ควรมีคำว่า “เคส iPhone”, “เคส Samsung”, “เคสมือถือ” อยู่ในบทความของคุณค่ะ
- Content คุณภาพ “Content is King” คำนี้เป็นจริงเสมอค่ะ เนื้อหาบทความของเราต้องมีคุณภาพ เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ครอบคลุมในสิ่งที่คนอยากรู้ ไม่ใช่แค่เขียนขึ้นมาลวก ๆ และต้องเขียนให้เข้าใจง่ายด้วยนะ!
- Title & Meta Description มันคือสิ่งที่เราจะเห็นบนหน้า Google Search ก่อนที่จะคลิกเข้าไปในเว็บไซต์นั่นเองค่ะ ซึ่ง Title Tag คือชื่อบทความ และ Meta Description คือคำอธิบายสั้น ๆ ที่บอกว่าบทความนี้เกี่ยวกับอะไร เราควรเขียนให้น่าสนใจ และดึงดูดให้คนอยากคลิกเข้ามาดูเว็บไซต์ของเรา
- Heading (H1, H2, H3…) การใช้ Heading ก็เหมือนการจัดโครงสร้างหัวข้อและหัวข้อรองในบทความ ทำให้บทความมีโครงสร้างที่เป็นระเบียบ อ่านง่ายขึ้น
- รูปภาพและคำอธิบายรูปภาพ (Alt Text) Google Bot อ่านรูปภาพไม่ออก การใส่ Alt Text จะช่วยให้ Google เข้าใจว่ารูปภาพนั้นคืออะไร และยังช่วยให้ผู้ใช้งานที่พิการทางสายตาเข้าใจเนื้อหาในรูปภาพได้อีกด้วยค่ะ
2. การทำ Off-Page SEO สร้างความน่าเชื่อถือจากนอกบ้าน

Off-Page SEO คือการสร้างความน่าเชื่อถือให้เว็บไซต์ของเราจากภายนอกเว็บไซต์ เหมือนกับการที่คนดังมาแนะนำร้านของเรา ซึ่งจะทำให้คนอื่น ๆ เชื่อถือและอยากเข้ามาในร้านของเรามากขึ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในส่วนนี้คือการทำ Backlink นั่นเองค่ะ
- Backlink คือการที่มีเว็บไซต์อื่นลิงก์มาหาเว็บไซต์ของเรา ยิ่งเว็บไซต์ที่ลิงก์มามีความน่าเชื่อถือมากเท่าไหร่ Google ก็จะมองว่าเว็บไซต์ของเราน่าเชื่อถือมากขึ้นเท่านั้น! เช่น ถ้าเว็บไซต์ข่าวชื่อดังเขียนถึงธุรกิจของเราแล้วใส่ลิงก์เว็บไซต์ของเราไว้ ก็ถือเป็น Backlink ที่มีคุณภาพมาก ๆ ค่ะ
3. การทำ Technical SEO โครงสร้างเว็บไซต์ต้องแข็งแรง

Technical SEO คือการปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ในเชิงเทคนิค เพื่อให้ Google Bot เข้ามาเก็บข้อมูลได้ง่ายและสะดวกขึ้น เหมือนกับการปรับปรุงโครงสร้างอาคาร ให้แข็งแรงและใช้งานได้ดี ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเรื่องของฝั่งโปรแกรมเมอร์และนักพัฒนาเว็บไซต์ค่ะ เพราะเป็นเรื่องทางเทคนิคและโคดดิ้ง (Coding) เช่น
- ความเร็วเว็บไซต์ (Site Speed) ถ้าเว็บไซต์โหลดช้า ผู้ใช้งานก็หนีไปค่ะ Google เองก็ไม่ชอบเว็บไซต์ที่โหลดช้าเช่นกัน
- Mobile-Friendly เว็บไซต์ต้องแสดงผลได้ดูดีบนโทรศัพท์มือถือค่ะ เพราะคนส่วนใหญ่ใช้มือถือในการเข้าเว็บไซต์
- Sitemap (แผนที่เว็บไซต์) คือแผนผังที่บอก Google Bot ว่าในเว็บไซต์ของเรามีหน้าไหนบ้าง
- SSL (HTTPS) การเข้ารหัสเว็บไซต์เพื่อความปลอดภัย สังเกตจาก URL ที่ขึ้นต้นด้วย https://
- URL Structure โครงสร้าง URL ควรเป็นระเบียบ เข้าใจง่าย
“จำไว้ว่า SEO คือการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน เมื่อคุณทำเนื้อหาที่ดี ผู้ใช้งานชอบ Google ก็จะชอบตามไปด้วย” – อภิเดช กระแสสินธ์ (คุณเต้) SEO & Analytics Expert บริษัท SGE ADVERTISING
SEO สำคัญยังไง?
การทำ SEO ไม่ใช่แค่ทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรก แต่มีประโยชน์ที่ส่งผลดีต่อธุรกิจของเราในระยะยาวอีกมากมายค่ะ ไม่ว่าจะเป็น
- เพิ่ม Traffic แบบ Organic จำนวนผู้เข้าชมที่มาจากช่องทางธรรมชาติ ไม่ได้มาจากการยิงโฆษณา ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่สนใจในเรื่องที่เราตั้งใจนำเสนอจริง ๆ
- ฟรี! ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา เมื่อเว็บไซต์ของเราติดอันดับใน Google โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อโฆษณา ก็จะประหยัดงบประมาณการตลาดไปได้มหาศาล เพราะไม่ต้องเสียเงินยิง Ads จำนวนมาก
- สร้างความน่าเชื่อถือ การที่เว็บไซต์ติดอันดับต้น ๆ บน Google ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกว่าเว็บไซต์ของเรานั้นน่าเชื่อถือ มีความเชี่ยวชาญ และเป็นที่ยอมรับค่ะ
- ยั่งยืนกว่าโฆษณา การทำ SEO อาจต้องใช้เวลา แต่เมื่อทำสำเร็จแล้ว ผลลัพธ์จะอยู่กับเราไปอีกนานเลยค่ะ ไม่เหมือนการยิงโฆษณาที่ต้องจ่ายเงินตลอด
- วัดผลได้ สามารถใช้เครื่องมืออย่าง Google Analytics หรือ Google Search Console เพื่อติดตามผลลัพธ์การทำ SEO ได้อย่างละเอียด ทำให้รู้ว่าควรปรับปรุงตรงไหน
- เพิ่มยอดขาย ถ้าเว็บไซต์ของเราได้อันดับดี ยอดคนเข้าเว็บก็จะเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าจะส่งผลต่อยอดขายด้วยเช่นกันค่ะ
ทำ SEO ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเห็นผล?
โดยทั่วไป SEO ไม่ใช่ทางลัด แต่ต้องใช้เวลาในการสะสมความน่าเชื่อถือและคุณภาพของเว็บไซต์ โดยเฉลี่ยจะใช้เวลา 3-6 เดือน กว่าจะเริ่มเห็นอันดับที่ดีขึ้น (ขึ้นอยู่กับการแข่งขันของคีย์เวิร์ดด้วย)
- แต่ข้อดีคือ ถ้าทำดี จะได้ผลระยะยาว โดยไม่ต้องจ่ายค่าคลิกทุกเดือนเหมือนโฆษณา
เครื่องมือช่วยทำ SEO ที่ควรรู้จัก

ปัจจุบันมีเครื่องมือมากมายที่ช่วยให้การทำ SEO ของเราง่ายมากขึ้น ไม่ต้องเดาทางมั่ว ๆ เครื่องมือหลัก ๆ ที่นักการตลาดและเจ้าของเว็บไซต์นิยมใช้กัน มีดังนี้
- Google Search Console ตรวจสอบอันดับเว็บและปัญหาที่เกิดกับ SEO
- Google Analytics วิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้งาน
- Ahrefs / SEMrush / Ubersuggest วิเคราะห์คู่แข่งและหาไอเดียคอนเทนต์
- Yoast SEO (สำหรับ WordPress) Plugin ช่วยตั้งค่า On-Page SEO ได้ง่าย ๆ
สิ่งที่ต้องระวังเมื่อทำ SEO
แม้ SEO จะเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็มีบางวิธีที่ Google ไม่ชอบและอาจทำให้เว็บไซต์ของของเราถูกหักคะแนนได้ ซึ่งเรียกวิธีการเหล่านี้ว่า “SEO สายดำ หรือ Black Hat SEO” เป็นเหมือนทางลัดที่เสี่ยง ไม่ยั่งยืนและอันตรายมาก ซึ่งเราควรหลีกเลี่ยงและระมัดระวังในการทำ SEO
- ยัดคีย์เวิร์ดมากเกินไป (Keyword Stuffing) การยัดคีย์เวิร์ดลงไปในเนื้อหามากเกินไปจนอ่านไม่เป็นธรรมชาติ เช่น “เคส iPhone เคส iPhone สวย ๆ เคส iPhone ราคาถูก เคส iPhone ดีที่สุด” เป็นต้น จะทำให้ Google จะมองว่าเป็น spam และลดอันดับหรือ deindex
- การสร้าง Backlink ที่ไม่มีคุณภาพ การซื้อลิงก์จากเว็บไซต์ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือหรือเป็นเว็บไซต์ขยะ
- การซ่อนข้อความหรือลิงก์ การใช้สีข้อความให้กลมกลืนกับสีพื้นหลัง หรือซ่อนลิงก์เพื่อหลอก Google Bot
- การคัดลอกเนื้อหา (Duplicate Content) การคัดลอกเนื้อหาบทความหรือรูปภาพมาจากเว็บไซต์อื่นมาลงในเว็บไซต์ของตัวเอง แบบก็อป-วาง โดยไม่มีการให้เครดิตอย่างถูกต้อง ควรเขียนคอนเทนต์ที่ให้ประโยชน์จริง เจาะลึก และมีประสบการณ์ (EEAT)
หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกคนเข้าใจว่า SEO คืออะไรนะคะ จะเห็นได้เลยว่าการทำ SEO ไม่ได้เป็นเรื่องยากเกินกว่าจะเข้าใจ แค่เริ่มต้นจากการทำความเข้าใจพื้นฐานทั้ง 3 ส่วน (On-Page, Off-Page, Technical) และค่อย ๆ ปรับปรุงเว็บไซต์ของเราไปทีละน้อย เริ่มปรับปรุงตามคำแนะนำในบทความนี้หรือติดต่อบริษัทรับทำ SEO ได้เลยค่ะ! รับรองเลยว่าเว็บไซต์จะเติบโตอย่างยั่งยืน และมีคนเข้ามาเยี่ยมชมเพิ่มขึ้นแบบที่คุณคาดไม่ถึงเลยล่ะ!
ติดต่อเราเพื่อสอบถามเพิ่มเติมและเริ่มต้นการตลาดดิจิทัลที่ช่วยผลักดันธุรกิจของคุณให้ก้าวไปข้างหน้า
- Tel : 065-419-9555
- E-mail : [email protected]
- LINE : @sgeads

















