>
ศัพท์การตลาดมีอะไรบ้าง? ชวนรู้จัก 13 คำ ที่คนทำการตลาดต้องรู้!

ศัพท์การตลาดมีอะไรบ้าง? ชวนรู้จัก 13 คำ ที่คนทำการตลาดต้องรู้!

แชร์บทความ
บันทึกเข้าอีเมล
ศัพท์การตลาดมีอะไรบ้าง? ชวนรู้จัก 13 คำยอดฮิต ที่คนทำการตลาดต้องรู้!

ศัพท์การตลาดฟังดูเหมือนจะเข้าใจยาก แต่จริง ๆ แล้วหลายคำอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด ยิ่งสายธุรกิจหรือคนทำคอนเทนต์ ยิ่งมีโอกาสได้ยินคำเหล่านี้กันบ่อย ๆ แล้ว 13 คำศัพท์การตลาด ที่ได้ยินกันบ่อย มีอะไรบ้าง แต่ละคำแปลว่าอะไร และสำคัญกับการทำการตลาดยังไง? วันนี้ชวนมาไขข้อสงสัย พร้อมทำความรู้จักแบบง่าย ๆ ไปดูกันเลย!

ศัพท์การตลาดคืออะไร? ทำไมคนทำการตลาดควรรู้

ศัพท์การตลาด คือ คำหรือคำเฉพาะที่ใช้สื่อสารเกี่ยวกับงานการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการวางแผน  การตลาดออนไลน์ กลยุทธ์การทำโฆษณา การวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า การทำคอนเทนต์ ไปจนถึงการวัดผลแคมเปญต่าง ๆ ซึ่งแต่ละคำจะมีความหมายและหน้าที่แตกต่างกันไป

แล้วทำไมคนทำการตลาดถึงควรรู้? เพราะการเข้าใจ คำศัพท์การตลาด ช่วยให้สื่อสารกับทีมและเอเจนซีได้ตรงกัน เข้าใจข้อมูลและผลลัพธ์ของแคมเปญได้ง่ายขึ้น รวมถึงช่วยให้วางแผนการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รู้ศัพท์ไว้ ยิ่งคุยงานง่ายขึ้นนั่นเอง

ศัพท์การตลาดเป็นพื้นฐานสำคัญของการวางกลยุทธ์ เพราะเมื่อเข้าใจความหมายและตัวชี้วัดต่าง ๆ ก็จะมองเห็นภาพรวมของแคมเปญ และนำข้อมูลไปปรับใช้ได้ตรงจุดมากขึ้น

— Howard Wang
ผู้ก่อตั้ง และผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ SGE Group

ไขความหมาย 13 ศัพท์การตลาดยอดฮิต เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง!

Funnel คืออะไร? CTR ย่อมาจากอะไร? แล้ว Conversion Rate หรือ Cost per Lead เอาไว้ดูอะไร? ไหนจะ A/B Test ที่สายการตลาดพูดถึงกันบ่อย ๆ อีก! ถ้าคำเหล่านี้ฟังแล้วชวนงง ไม่ต้องกังวล เพราะวันนี้เราจะพาไปไขความหมายของศัพท์การตลาดเหล่านี้แบบง่าย ๆ พร้อมดูว่าแต่ละคำมีความสำคัญอย่างไร ไปทำความรู้จักพร้อมกันเลย!

1. Funnel

Funnel

Funnel หมายถึง เส้นทางหรือขั้นตอนที่ลูกค้าเดินทางตั้งแต่เริ่มรู้จักแบรนด์ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการ เปรียบเหมือนกรวยที่ค่อย ๆ คัดคนจากกลุ่มใหญ่ไปสู่กลุ่มลูกค้าที่มีโอกาสซื้อจริง

หน้าที่ในงานการตลาด : แบ่งกลุ่มลูกค้าตามแต่ละขั้น เพื่อวางคอนเทนต์และโฆษณาให้เหมาะกับความสนใจ
ความสำคัญ : ช่วยให้เข้าใจว่าลูกค้าอยู่ในขั้นตอนไหน และควรสื่อสารอย่างไรเพื่อพาไปสู่การซื้อ

2. Conversion Rate

Conversion Rate

Conversion Rate หรืออัตรา Conversion คือ เปอร์เซ็นต์ของคนที่ทำสิ่งที่เราต้องการ เช่น ซื้อสินค้า กรอกแบบฟอร์ม หรือลงทะเบียน เมื่อเทียบกับจำนวนคนที่เข้ามาทั้งหมด

หน้าที่ในงานการตลาด : วัดประสิทธิภาพของเว็บไซต์ Landing Page หรือแคมเปญ ว่าสามารถเปลี่ยนผู้เข้าชมให้เป็นลูกค้าได้ดีแค่ไหน
ความสำคัญ : ช่วยให้เห็นว่าแคมเปญทำงานได้ดีหรือไม่ และควรปรับตรงไหนเพื่อเพิ่มโอกาสในการเกิด Conversion

3. A/B Test

A/B Test

A/B Test คือ การทดลองเปรียบเทียบสิ่งเดียวกัน 2 รูปแบบ เช่น โฆษณา 2 ภาพ ข้อความ 2 แบบ หรือ Landing Page 2 เวอร์ชัน เพื่อดูว่าแบบไหนให้ผลลัพธ์ดีกว่า

หน้าที่ในงานการตลาด : ทดลอง Creative ข้อความ หรือองค์ประกอบต่าง ๆ แล้วเปรียบเทียบผลลัพธ์จากกลุ่มเป้าหมาย
ความสำคัญ : ช่วยให้ตัดสินใจจากข้อมูลจริง ไม่ต้องคาดเดาว่ารูปแบบไหนจะได้ผลดีกว่า

4. Cost per Lead

Cost per Lead

Cost per Lead หรือ CPL คือ ต้นทุนต่อการได้มาซึ่งลูกค้าเป้าหมาย หรือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ใช้ในการได้ Lead 1 ราย เช่น คนที่กรอกแบบฟอร์ม ทักแชต หรือแสดงความสนใจในสินค้าและบริการ 

หน้าที่ในงานการตลาด : ใช้คำนวณต้นทุนในการหาลูกค้าเป้าหมายจากแคมเปญโฆษณา
ความสำคัญ : ช่วยประเมินความคุ้มค่าของงบโฆษณา และใช้วางแผนงบประมาณสำหรับการสร้าง Lead

5. CTR

CTR

CTR (Click-Through Rate) คือ อัตราการคลิกเมื่อเทียบกับจำนวนครั้งที่โฆษณาหรือคอนเทนต์ถูกแสดง ช่วยบอกได้ว่าคนเห็นแล้วสนใจจนอยากคลิกมากน้อยแค่ไหน

หน้าที่ในงานการตลาด : วัดประสิทธิภาพของโฆษณา หัวข้อ หรือ Creative ในการดึงดูดให้คนคลิก
ความสำคัญ : ช่วยให้รู้ว่าเนื้อหาและโฆษณาสามารถดึงความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้ดีหรือไม่

6. CPM

CPM

CPM (Cost per Mille) คือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการแสดงโฆษณา 1,000 ครั้ง เป็นตัวเลขที่มักใช้ดูต้นทุนของแคมเปญที่เน้นการเข้าถึงและสร้างการรับรู้

หน้าที่ในงานการตลาด : วัดต้นทุนในการแสดงโฆษณา และใช้เปรียบเทียบค่าใช้จ่ายของแคมเปญ
ความสำคัญ : ช่วยให้เห็นว่าการเข้าถึงผู้ชมในจำนวนมากต้องใช้งบประมาณประมาณเท่าไร

7. CPC

CPC

CPC (Cost per Click) คือ ต้นทุนต่อคลิก หรือค่าใช้จ่ายเฉลี่ยที่ต้องจ่ายสำหรับการคลิกโฆษณา 1 ครั้ง ใช้ดูว่าการดึงคนจากโฆษณาไปยังเว็บไซต์หรือช่องทางต่าง ๆ มีต้นทุนเท่าไร

หน้าที่ในงานการตลาด : ติดตามต้นทุนของ Traffic ที่ได้จากโฆษณา
ความสำคัญ : ช่วยเปรียบเทียบประสิทธิภาพของแคมเปญ และดูว่าการซื้อ Traffic มีต้นทุนมากน้อยเพียงใด

8. Retargeting

Retargeting

Retargeting คือ การทำโฆษณาซ้ำไปยังคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์ เช่น เคยเข้าเว็บไซต์ดูสินค้า หรือมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่นิยมใช้กับการ รับทำโฆษณา Facebook เพื่อกระตุ้นกลุ่มที่เคยสนใจให้กลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ สอบถาม หรือซื้อสินค้า 

หน้าที่ในงานการตลาด : กระตุ้นกลุ่มที่เคยสนใจให้กลับมาเยี่ยมชมเว็บไซต์ สอบถาม หรือซื้อสินค้า
ความสำคัญ : ช่วยเพิ่มโอกาสในการเปลี่ยนคนที่เคยสนใจให้กลายเป็นลูกค้า

9. ROAS

ROAS

ROAS (Return on Ad Spend) คือ ตัวเลขที่ใช้วัดผลตอบแทนจากค่าใช้จ่ายโฆษณา โดยเปรียบเทียบรายได้ที่เกิดขึ้นกับงบโฆษณาที่ใช้ไป 

หน้าที่ในงานการตลาด : ประเมินว่าเงินที่ลงทุนกับโฆษณาสร้างรายได้กลับมาได้เท่าไร
ความสำคัญ : ช่วยให้เห็นความคุ้มค่าของแคมเปญ และใช้ประกอบการตัดสินใจในการจัดสรรงบโฆษณา

10. Lookalike Audience

Lookalike Audience

Lookalike Audience คือ กลุ่มเป้าหมายใหม่ที่มีลักษณะหรือพฤติกรรมใกล้เคียงกับกลุ่มลูกค้าเดิมที่เรากำหนดไว้ เพื่อค้นหาคนที่มีแนวโน้มสนใจสินค้าและบริการ 

หน้าที่ในงานการตลาด : ขยายกลุ่มเป้าหมายจากฐานลูกค้าหรือกลุ่มคนที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์
ความสำคัญ : ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มคนใหม่ ๆ ที่มีแนวโน้มเป็นลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น

11. Hook Rate

Hook Rate

Hook Rate คือ ตัวชี้วัดที่ช่วยดูว่าช่วงเปิดต้นของวิดีโอสามารถดึงความสนใจให้คนหยุดดูต่อได้มากน้อยแค่ไหน เพราะไม่ว่าเนื้อหาจะดีแค่ไหน หากคนเลื่อนผ่านตั้งแต่ต้นก็ยากที่จะดูต่อ

หน้าที่ในงานการตลาด : วิเคราะห์ประสิทธิภาพของ Hook เช่น ประโยคเปิด ภาพเปิด หรือช่วงแรกของวิดีโอ
ความสำคัญ : ช่วยให้รู้ว่าเนื้อหาเปิดเรื่องสามารถดึงความสนใจของกลุ่มเป้าหมายได้ดีแค่ไหน

12. Attribution

Attribution

Attribution คือ การวิเคราะห์ว่า ช่องทางหรือจุดสัมผัสทางการตลาดใดมีส่วนทำให้เกิด Conversion เช่น ลูกค้าเห็นโฆษณา ค้นหาแบรนด์ แล้วเข้ามาซื้อสินค้าในภายหลัง

หน้าที่ในงานการตลาด : ติดตามเส้นทางของลูกค้าก่อนเกิด Conversion จากช่องทางต่าง ๆ
ความสำคัญ : ช่วยให้รู้ว่าแต่ละช่องทางมีบทบาทต่อการสร้างผลลัพธ์มากน้อยแค่ไหน และนำไปวางแผนงบได้เหมาะสมขึ้น

13. Creative Fatigue

Creative Fatigue

Creative Fatigue คือ ภาวะที่กลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาหรือ Creative เดิมซ้ำ ๆ จนเริ่มรู้สึกเบื่อและให้ความสนใจน้อยลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพของโฆษณาอาจลดลงตามไปด้วย

หน้าที่ในงานการตลาด : สังเกตจากประสิทธิภาพของโฆษณาที่เริ่มลดลง เช่น CTR ลดลง หรือผลลัพธ์ไม่ดีเท่าเดิม
ความสำคัญ : ช่วยให้รู้ว่าเมื่อไรควรเปลี่ยนภาพ วิดีโอ ข้อความ หรือมุมการนำเสนอ เพื่อรักษาประสิทธิภาพของแคมเปญ

รู้ศัพท์การตลาดให้มากขึ้น วางแผนการตลาดได้ตรงจุด

การรู้จักศัพท์การตลาด ไม่ได้ช่วยแค่ให้เข้าใจคำที่ใช้ในวงการมากขึ้น แต่ยังช่วยให้มองภาพการทำการตลาดได้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่การวางแผนกลุ่มเป้าหมาย การทำโฆษณา ไปจนถึงการวิเคราะห์และวัดผลแคมเปญ เมื่อเข้าใจความหมายของแต่ละคำ ก็สามารถนำข้อมูลมาปรับใช้และวางแผนการตลาดได้ตรงจุดมากขึ้น

ยิ่งเข้าใจศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับการตลาดมากเท่าไร นอกจากจะสื่อสารกับทีมและเอเจนซีได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เลือกวิธีการทำตลาดให้เหมาะกับเป้าหมายของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเลือกใช้บริการ รับทำ Google Ads ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยวางแผนและบริหารแคมเปญโฆษณาให้สอดคล้องกับเป้าหมายของธุรกิจได้

หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยด้านการตลาดออนไลน์ ที่ SGE Advertising เรามีบริการรับทำการตลาดออนไลน์แบบครบวงจร พร้อมเข้าไปช่วยวางแผนและดูแลการตลาดให้เหมาะกับธุรกิจ ให้ธุรกิจของคุณเข้าถึงลูกค้าได้ตรงกลุ่ม วางแผนการตลาดได้แม่นยำ และเติบโตได้อย่างมีทิศทาง

ติดต่อเราเพื่อสอบถามเพิ่มเติมและเริ่มต้นการตลาดดิจิทัลที่ช่วยผลักดันธุรกิจของคุณให้ก้าวไปข้างหน้า

Published On: ตุลาคม 7th, 2026|Categories: Marketing|Views: 11|
เขียนโดย Aunyaa
Howard Wang
เรียบเรียงโดย

Howard Wang

Digital Marketing Consultant

Co-founder ของ SGE Group และ SGE Advertising ที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัลผู้เปลี่ยนกลยุทธ์ออนไลน์สู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง

Co-founder ของ SGE Group และ SGE Advertising ที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัลผู้เปลี่ยนกลยุทธ์ออนไลน์สู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง

แสดงความคิดเห็นของคุณ


แบ่งปันความรู้

หมวดหมู่เนื้อหา