>
Canonical tags คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับ SEO?

Canonical tags คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับ SEO?

แชร์บทความ
บันทึกเข้าอีเมล
Canonical tags คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับ SEO?

เว็บไซต์ที่มีหน้าเนื้อหาคล้ายกันหรือมี URL หลายรูปแบบ อาจทำให้ Google สับสนว่าควรเลือกหน้าไหนเป็นหน้าหลักในการจัดอันดับ Canonical Tags จึงเข้ามาช่วยระบุ URL หลักที่ต้องการให้ Search Engine ให้ความสำคัญ เพื่อจัดการปัญหา URL ซ้ำและช่วยให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพมากขึ้น มาดูกันว่า Canonical Tags คืออะไร ใช้งานอย่างไร และทำไมจึงสำคัญต่อ SEO

Canonical Tag คืออะไร?

Canonical tags ฮีโร่ผู้มาจัดการปัญหา Duplicate Content

Canonical tags คือ โค้ด HTML (rel=”canonical”) ที่เราใส่ลงไปในส่วนของ <head> หน้าเว็บ เพื่อบอกกับ Search Engine อย่าง Google ว่า “หน้านี้มีเวอร์ชันหลักอยู่ที่ไหน”

หากหน้าปัจจุบันมีเนื้อหาที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกับหน้าเว็บอื่น URL ที่ถูกระบุในแท็ก Canonical จะถูกมองว่าเป็น ‘หน้าต้นฉบับ’ หรือ ‘หน้าหลัก’ ที่เราต้องการให้ Google จัดอันดับและให้ความสำคัญนั่นเอง

เว็บไซต์ก็เหมือนบ้านหลังหนึ่งที่ Google Bot แวะเวียนมาเยี่ยมชมเสมอ บางทีเราอาจจะมีห้องรับแขกที่ตกแต่งเหมือนกันเป๊ะอยู่สองห้อง หรือมีห้องนอนที่มีทางเข้าหลายทาง (แต่สุดท้ายก็คือห้องเดียวกัน) สำหรับ Google แล้ว ถ้าเรามีเนื้อหาที่เหมือนกันเป๊ะหรือคล้ายกันมาก ๆ อยู่บน URL หลายตัว จะทำให้เกิดปัญหา Duplicate Content ซึ่งบั่นทอนประสิทธิภาพ SEO ของเรา

Canonical Tag สำคัญต่อ SEO อย่างไร?

ความสำคัญของ Canonical tags ที่มีต่อ SEO

Canonical Tag มีความสำคัญต่อ SEO เพราะช่วยแก้ปัญหาเนื้อหาซ้ำซ้อน (Duplicate Content) ทำให้ Google ไม่สับสนและไม่ลงโทษเว็บไซต์ของเรา พร้อมทั้งช่วยรวมคะแนนความน่าเชื่อถือจากหน้าอื่น ๆ มาไว้ที่หน้าหลักหน้าเดียว ทำให้ Google Bot ประหยัดเวลาในการเก็บข้อมูล จัดอันดับได้แม่นยำ และช่วยให้เราวิเคราะห์ข้อมูลหลังบ้านได้ถูกต้องมากขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

  1. แก้ปัญหา Duplicate Content อย่างมีประสิทธิภาพ นี่คือเหตุผลหลักของการมีอยู่ของ Canonical Tags เลย มันช่วยให้ Search Engine รู้ว่า URL ไหนคือเวอร์ชัน “หลัก” ของเนื้อหาที่ซ้ำกัน ป้องกันไม่ให้ Google สับสนและลงโทษเว็บไซต์ของเรา
  2. รวม Link Equity และ Ranking Signals เมื่อ Google รู้ว่าหน้าไหนคือหน้าหลัก คะแนนความน่าเชื่อถือจาก Backlinks (Link Equity) และสัญญาณการจัดอันดับอื่น ๆ ที่มาจากหน้าซ้ำ ๆ จะถูกส่งมารวมกันที่หน้าหลัก ทำให้หน้าหลักของเรามีพลังในการจัดอันดับที่สูงขึ้นนั่นเอง
  3. ประหยัด Crawl Budget ของ Google Bot อย่างที่บอกไปครับว่า Google มีงบประมาณในการคลานเว็บไซต์ของเราจำกัด การใช้ Canonical Tags ช่วยให้ Google Bot ไม่ต้องเสียเวลาคลานและประมวลผลหน้าซ้ำ ๆ ทำให้สามารถใช้เวลาไปกับการคลานหน้าอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์และสำคัญต่อเว็บไซต์ของเราได้มากขึ้น
  4. เพิ่มความแม่นยำในการจัดอันดับ เมื่อ Google ไม่ต้องเดาว่าหน้าไหนคือหน้าหลัก การจัดอันดับก็จะแม่นยำและตรงกับความต้องการของเรามากขึ้น ทำให้หน้าที่มีคุณภาพของเราถูกแสดงผลในผลการค้นหาได้ดีขึ้น
  5. ช่วยให้ Analytics ทำงานได้ดีขึ้น การรวม Traffic ไปยัง URL เดียวกัน ทำให้เราสามารถวิเคราะห์ข้อมูลผู้เข้าชมได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ โดยไม่ต้องแยกข้อมูลจาก URL ที่เป็นเนื้อหาเดียวกันแต่มีพารามิเตอร์ต่างกัน

นอกจากการแก้ปัญหาเนื้อหาซ้ำซ้อน (Duplicate Content) แล้ว การที่เว็บไซต์มีเนื้อหาคล้ายกันมาก ๆ ยังอาจนำไปสู่อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ทำให้หน้าเว็บของเราแย่งอันดับกันเองบนหน้าค้นหาอีกด้วย หากใครอยากรู้ว่าปัญหานี้คืออะไรและมีวิธีแก้อย่างไร สามารถเข้าไปหาคำตอบได้ที่บทความนี้เลย อ่านเพิ่มเติม Keyword Cannibalization คืออะไร? พร้อมวิธีแก้ปัญหาที่คนทำ SEO ต้องรู้

Canonical Tags เปรียบเสมือนป้ายบอกทางที่ชัดเจนให้ Google เข้าใจโครงสร้างและเนื้อหาของเว็บไซต์เราได้อย่างถูกต้อง ทำให้เว็บไซต์ของเราเติบโตในโลกของ SEO ได้อย่างยั่งยืน

– อภิเดช กระแสสินธ์ (คุณเต้)
SEO & Analytics Expert บริษัท SGE ADVERTISING

ข้อแตกต่างระหว่าง Canonical Tag กับ 301 Redirect, Noindex และ 404

หลาย ๆ คนที่ทำ SEO มักจะสงสัยว่า ถ้าเรามีหน้าเว็บที่ไม่อยากให้ Google นำไปจัดอันดับ คำสั่งทางเทคนิคเหล่านี้มีการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างไร? เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูความแตกต่างระหว่าง Canonical Tag กับคำสั่งอื่น ๆ กันครับ

  • Canonical Tag vs 301 Redirect Canonical Tag เป็นเพียงการ “แนะนำ” Google ว่าหน้าไหนคือหน้าหลัก โดยที่ผู้ใช้งานยังคงกดเข้าชมหน้านั้นได้ตามปกติ แต่สำหรับ 301 Redirect จะเป็นการ “บังคับย้าย” ถาวร หากผู้ใช้งานคลิกเข้ามา ระบบจะเด้งไปยัง URL ใหม่ทันทีโดยที่ไม่เห็นหน้าเว็บเดิม

  • Canonical Tag vs Noindex Canonical Tag คือการบอก Google ว่า “ให้นำหน้าหลักไปจัดอันดับแทนหน้านี้” (หน้าเว็บยังเปิดดูได้ และมีเนื้อหาที่ต้องการให้คนอ่าน) ในขณะที่ Noindex คือคำสั่งเด็ดขาดที่บอก Google ว่า “ห้ามนำหน้านี้ไปแสดงบนผลการค้นหา” ซึ่งมักจะใช้กับหน้าที่ไม่ต้องการทำ SEO เช่น หน้าตะกร้าสินค้า หรือหน้า Thank You Page

  • Canonical Tag vs 404 Not Found 404 คือ หน้าเว็บที่พัง ถูกลบไปแล้ว หรือไม่มีอยู่จริง ซึ่งเราไม่ควรชี้ Canonical Tag ไปที่หน้า 404 เด็ดขาด เพราะจะทำให้คะแนน SEO สูญเปล่า หากหน้าเว็บนั้นถูกลบไปแล้วจริง ๆ ควรเปลี่ยนไปใช้ 301 Redirect เพื่อส่งผู้ใช้งานและคะแนน SEO ไปยังหน้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องแทนจะดีกว่า

ตารางเปรียบเทียบ Canonical Tag VS 301 Redirect VS Noindex VS 404

คำสั่งการทำงานผู้ใช้งานเห็นหน้านี้ไหม?เมื่อไหร่ควรใช้?
Canonical Tagแนะนำ Google ว่าหน้าไหนคือ หน้าหลักเห็นตามปกติเมื่อมีหน้าเว็บหลายหน้าที่เนื้อหาคล้ายกันมาก ๆ และอยากรวมคะแนน SEO ไปที่หน้าเดียว
301 Redirectบังคับย้ายไปยัง URL ใหม่แบบ ถาวรไม่เห็น (ถูกเด้งไปหน้าใหม่ทันที)เมื่อมีการเปลี่ยน URL ใหม่, ย้ายเว็บไซต์ หรือลบหน้าเว็บนั้นทิ้งไปแล้ว
Noindex Tagสั่ง ไม่ให้ Google นำหน้านี้ไปจัดอันดับเห็นตามปกติเมื่อเป็นหน้าขอบคุณ (Thank You Page), หน้าตะกร้าสินค้า หรือหน้าที่ไม่มีผลดีต่อ SEO
404 Not Foundแจ้งว่า ไม่พบ หน้าเว็บนี้ในระบบเห็นหน้าแจ้งเตือน Errorปล่อยให้เกิดขึ้นตามธรรมชาติเมื่อลบหน้าทิ้งและไม่ได้ทำ 301 Redirect

Canonical Tag ควรใส่หน้าไหน? ต้องใส่ทุกหน้าหรือไม่?

Canonical Tag ควรใส่ทุกหน้าครับ หลายคนอาจเข้าใจว่า Canonical Tag ต้องใส่เฉพาะหน้าเว็บที่มีเนื้อหาซ้ำซ้อนกันเท่านั้น แต่ในทางปฏิบัติที่ดีที่สุดของการทำ SEO (Best Practice) เราควรใส่แท็กนี้ลงในส่วน <head> ของ “ทุกหน้าบนเว็บไซต์” โดยแบ่งการใช้งานออกเป็น 2 กรณีหลัก ๆ ดังนี้

  1. หน้าเว็บที่มีเนื้อหาซ้ำซ้อน (Duplicate Content) ให้ใส่ Canonical Tag โดยระบุ URL ชี้ไปยัง “หน้าหลัก” หรือหน้าต้นฉบับที่เราต้องการให้ Google นำไปจัดอันดับ

  2. หน้าเว็บทั่วไปที่ไม่มีเนื้อหาซ้ำกับใคร ให้ตั้งค่าเป็น Self-referencing Canonical (ชี้กลับมาที่ตัวเอง) โดยการระบุ URL ของหน้าเว็บนั้น ๆ ลงไปในแท็กโดยตรง เพื่อเป็นการยืนยันตัวตนกับ Google ว่า “ไม่ว่า URL จะมีพารามิเตอร์แปลก ๆ ต่อท้ายยาวแค่ไหน ก็ขอให้ยึด URL เวอร์ชันปกติอันนี้เป็นหน้าหลักเพียงหน้าเดียวนะ” ซึ่งจะช่วยปกป้องไม่ให้คะแนน SEO ของเรากระจัดกระจายไปที่อื่นนั่นเอง

Canonical Tags ควรใช้ในตอนไหน?

Canonical Tags ควรใช้เมื่อเว็บไซต์มีหน้าเว็บที่เนื้อหาเหมือนหรือคล้ายกันมาก ๆ เพื่อชี้เป้าให้ Google รู้ว่าหน้าไหนคือ “ตัวจริง” ที่ต้องการให้จัดอันดับ และช่วยแก้ปัญหาเนื้อหาซ้ำซ้อนที่มักจะเกิดขึ้นเองโดยที่เราไม่รู้ตัว ลองมาดูตัวอย่างสถานการณ์ที่ควรใช้ Canonical Tags กันดีกว่าครับ

1. URL ที่มีพารามิเตอร์ (Parameter URLs)

URL ที่มีพารามิเตอร์ (Parameter URLs)

นี่เป็นกรณีที่พบบ่อยที่สุดเลยล่ะครับ! URL ที่มีพารามิเตอร์คือ URL ที่มีเครื่องหมาย ? ตามด้วยตัวแปรและค่าต่าง ๆ อย่างเช่น ?id=123, ?sort=price, ?color=red, หรือ utm_source=facebook เป็นต้น

ตัวอย่างเช่น

  • https://www.example.com/products/shoes
    • หน้าหลักของสินค้า “รองเท้า”
  • https://www.example.com/products/shoes?color=red
    • หน้าแสดงผลเฉพาะรองเท้าสีแดง
  • https://www.example.com/products/shoes?size=small
    • หน้าแสดงข้อมูลรองเท้าเฉพาะไซส์เล็ก
  • https://www.example.com/products/shoes?sort=price_asc
    • หน้าเรียงลำดับสินค้าจากราคาต่ำไปสูง

ในกรณีเหล่านี้ แม้ว่าเนื้อหาหลักจะเหมือนกัน แต่ URL ต่างกัน Google อาจมองว่าเป็นคนละหน้าได้ การใส่ Canonical Tag ชี้กลับไปที่หน้าหลักอย่าง https://www.example.com/products/shoes ในทุก ๆ หน้าที่มีพารามิเตอร์เหล่านี้จะช่วยแก้ปัญหาได้

2. เวอร์ชัน HTTPS / HTTP และ WWW / Non-WWW

เวอร์ชัน HTTPS / HTTP และ WWW / Non-WWW

ถ้าเว็บไซต์ของคุณสามารถเข้าถึงได้ทั้ง http:// และ https:// หรือทั้ง www.yourwebsite.com และ yourwebsite.com โดยไม่มีการ Redirect 301 ที่ถูกต้อง ก็จะถือว่าเป็น Duplicate Content

ตัวอย่างเช่น

  • https://sgeadvertising.com/
  • http://sgeadvertising.com/
  • www.sgeadvertising.com/
  • sgeadvertising.com/

ควรเลือกเวอร์ชันใดเวอร์ชันหนึ่งเป็นหลัก และใช้ Canonical Tag ชี้ไปที่เวอร์ชันนั้น (หรือใช้ 301 Redirect ซึ่งเป็นวิธีที่ดีกว่า)

3. เนื้อหาที่อยู่ภายใต้หมวดหมู่หรือแท็กที่แตกต่างกัน

เนื้อหาที่อยู่ภายใต้หมวดหมู่หรือแท็กที่แตกต่างกัน

ในเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างซับซ้อน เช่น บล็อกหรือ E-commerce สินค้าหรือบทความหนึ่งชิ้นอาจจะไปปรากฏอยู่ภายใต้ URL ของหมวดหมู่ (Category) หรือแท็ก (Tag) ที่แตกต่างกัน 

ตัวอย่าง บทความ SEO คืออะไร?

  • https://sgeadvertising.com/what-is-seo/
    • URL หลัก (Canonical URL) ของบทความ
  • https://sgeadvertising.com/category/seo/what-is-seo/
    • แสดงว่าบทความ ถูกจัดอยู่ใน หมวดหมู่ “SEO”
  • https://sgeadvertising.com/tags/canonical-tags/what-is-seo
    • แสดงว่าบทความ ถูกระบุด้วย แท็ก “canonical-tags”

ในกรณีนี้ ควรเลือก URL หลักของบทความนั้น แล้วใช้ Canonical Tag ในหน้าอื่น ๆ ชี้กลับมาที่หน้าหลัก

4. หน้าที่สามารถเข้าถึงได้หลายเวอร์ชัน (เช่น Mobile Version)

หน้าที่สามารถเข้าถึงได้หลายเวอร์ชัน (เช่น Mobile Version)

บางเว็บไซต์อาจมีการแยกเวอร์ชันสำหรับมือถือออกมาเป็น Subdomain หรือ Path แยกต่างหาก เช่น m.example.com หรือ example.com/mobile/ 

ตัวอย่างเช่น

  • บางเว็บไซต์อาจมีการแยกเวอร์ชันสำหรับมือถือออกมาเป็น Subdomain หรือ Path แยกต่างหาก เช่น
    • m.sgeadvertising.com 
    • sgeadvertising.com/mobile/

ถ้าเนื้อหาในหน้าเหล่านี้เหมือนกัน ควรใช้ Canonical Tag ชี้ไปที่เวอร์ชัน Desktop หรือเวอร์ชันที่ต้องการให้เป็นหน้าหลัก

5. เนื้อหาที่ถูกดึงมาจากแหล่งอื่น (Syndicated Content)

เนื้อหาที่ถูกดึงมาจากแหล่งอื่น (Syndicated Content)

Syndicated Content คือ เนื้อหาที่ถูกเผยแพร่ซ้ำบนเว็บไซต์อื่น นอกเหนือจากเว็บไซต์ต้นฉบับ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ ขยายการเข้าถึงผู้อ่านใหม่ ๆ เพิ่มการมองเห็น (visibility) ของแบรนด์ และดึงทราฟฟิกกลับมาที่เว็บไซต์หลัก นั่นเอง

  • ถ้าเราอนุญาตให้เว็บไซต์อื่นนำบทความของเราไปเผยแพร่ หรือนำบทความจากแหล่งอื่นมาเผยแพร่บนเว็บไซต์ของเรา การใช้ Canonical Tag เป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อให้ Google รู้ว่าต้นฉบับมาจากไหน และป้องกันปัญหา Duplicate Content ระหว่างเว็บไซต์

6. หน้า Print friendly

หน้า Print friendly

หน้า Print Friendly คือ หน้าเว็บที่ถูกออกแบบหรือแปลงให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการ “พิมพ์ลงกระดาษ” หรือบันทึกเป็น PDF โดยตัดส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป เช่น แถบเมนู อย่าง sidebar, header/footer ปุ่มแชร์, โฆษณา, animation รวมถึงสีพื้นหลังหรือองค์ประกอบกราฟิกที่เปลืองหมึกพิมพ์

  • บางเว็บไซต์มีเวอร์ชันของหน้าเว็บที่ออกแบบมาเพื่อการพิมพ์โดยเฉพาะ ซึ่งมักจะมี URL แยกต่างหาก การใส่ Canonical Tag ในหน้าเวอร์ชันพิมพ์ชี้กลับไปยังหน้าหลักจะช่วยได้

วิธีการติดตั้งแท็ก Canonical ในเว็บไซต์

วิธีการติดตั้งแท็ก Canonical ในเว็บไซต์

การติดตั้ง Canonical Tag นั้นไม่ยากอย่างที่คิดเลย โดยทั่วไปมีอยู่ 3 วิธีหลัก ๆ  คือ การเพิ่มโค้ด HTML ลงในหน้าเว็บไซต์, การตั้งค่าผ่าน HTTP Header สำหรับไฟล์อื่น ๆ และการระบุ URL หน้าหลักผ่าน Sitemaps

  1. การเพิ่ม HTMLในส่วน(วิธีที่นิยมที่สุด)

นี่คือวิธีมาตรฐานและง่ายที่สุด เราสามารถเพิ่มโค้ด HTMLนี้ลงในส่วนของทุกหน้าที่ต้องการจะระบุ Canonical URL เช่น

<link rel=”canonical” href=”[https://sgeadvertising.com/](https://sgeadvertising.com/)” />

  • href=”[https://sgeadvertising.com/](https://sgeadvertising.com/)” ระบุ URL ของหน้า “หลัก” หรือ “ต้นฉบับ” ที่ต้องการให้ Google จัดอันดับนั่นเอง

สำหรับ WordPress ถ้าหากใช้ WordPress และปลั๊กอิน SEO ยอดนิยมอย่าง Yoast SEO หรือ Rank Math การจัดการ Canonical Tag จะง่ายมาก ๆ เลย ปลั๊กอินเหล่านี้จะจัดการให้โดยอัตโนมัติในกรณีส่วนใหญ่ และยังสามารถกำหนด Canonical URL ด้วยตัวเองได้ในแต่ละโพสต์/หน้า ในส่วนของการตั้งค่า SEO ของปลั๊กอินนั้น ๆ ด้วยครับ!

  1. การใช้ HTTP Header (สำหรับไฟล์ที่ไม่ใช่ HTML เช่น PDF)

สำหรับไฟล์ที่ไม่ใช่ HTML อย่างเช่น PDF หรือรูปภาพ ที่คุณต้องการจะระบุ Canonical URL นั้นสามารถใช้ HTTP Header ได้ โดยการส่ง Header นี้ใน response ของเซิร์ฟเวอร์ เช่น

Link <https://sgeadvertising.com/>; rel=”canonical”

วิธีนี้ซับซ้อนกว่าและต้องมีการตั้งค่าในระดับเซิร์ฟเวอร์ แต่ก็มีประโยชน์ในบางสถานการณ์

  1. การใช้ Sitemaps

แม้ว่า Sitemaps จะไม่ใช่การตั้งค่า Canonical Tag โดยตรง แต่ Google ก็ระบุว่า “URLs ใน Sitemap ควรจะเป็น Canonical URLs เท่านั้น” นั่นหมายความว่า เราควรจะใส่เฉพาะหน้าเวอร์ชันหลักใน Sitemap ของเราเท่านั้น เพื่อเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่บอก Google ว่าหน้าไหนคือหน้าสำคัญ

6 ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้แท็ก Canonical

การใช้ Canonical Tags นั้นทรงพลังก็จริง แต่ถ้าตั้งค่าผิดพลาดก็อาจส่งผลเสียต่อคะแนน SEO และอันดับเว็บไซต์ได้ โดยข้อผิดพลาดสำคัญที่มักพบได้บ่อย ได้แก่ การชี้ไปที่หน้า 404, หน้าที่มีการ Redirect, หน้าที่เนื้อหาไม่เกี่ยวข้องกัน, การใส่แท็กซ้ำซ้อน, การสลับเวอร์ชันมือถือกับ Desktop รวมถึงการลืมตรวจสอบรูปแบบ URL (HTTP/HTTPS และ WWW) ซึ่งมีรายละเอียดที่ต้องระวังดังนี้

1. ชี้ Canonical ไปที่หน้า 404 (Page Not Found)

ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้แท็ก Canonical 1.ชี้ Canonical ไปที่หน้า 404 (Page Not Found)

ถ้า Canonical URL ที่เราระบุไปนั้นดันเป็นหน้า 404 Not Found Google จะไม่สามารถหาหน้าหลักเจอ และจะไม่ส่งคะแนน SEO ไปให้หน้านั้น ๆ ได้

2. ชี้ Canonical ไปที่หน้าที่มีการ Redirect 301/302

ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้แท็ก Canonical 2.ชี้ Canonical ไปที่หน้าที่มีการ Redirect 301/302

ถ้า Canonical URL ที่ระบุไปมีการ Redirect ไปยัง URL อื่นอีกที (เช่น Redirect 301 หรือ 302) Google จะต้องตามไปอีกทอดหนึ่ง ซึ่งอาจทำให้เกิดความสับสนและลดประสิทธิภาพลง ทางที่ดีคือควรชี้ตรงไปยังหน้าปลายทางที่เป็นหน้าหลักจริง ๆ นะ

3. ชี้ Canonical ไปที่หน้าที่ไม่มีเนื้อหาคล้ายกัน

ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้แท็ก Canonical 3.ชี้ Canonical ไปที่หน้าที่ไม่มีเนื้อหาคล้ายกัน

Canonical Tags ควรใช้กับหน้าที่มีเนื้อหาเหมือนกันหรือคล้ายกันมาก ๆ เท่านั้น การใช้ Canonical Tag ชี้ไปยังหน้าที่มีเนื้อหาแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง (เช่น ชี้หน้าสินค้าไปที่หน้าแรกของเว็บไซต์) จะทำให้ Google เพิกเฉยต่อสัญญาณนั้น และอาจส่งผลเสียต่อการจัดอันดับด้วย

4. มี Canonical Tag หลายตัวในหน้าเดียวกัน

ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้แท็ก Canonical 4.มี Canonical Tag หลายตัวในหน้าเดียวกัน

แต่ละหน้าควรมี Canonical Tag เพียงตัวเดียวเท่านั้น ถ้ามีหลายตัว Google จะสับสนและอาจเลือกตัวใดตัวหนึ่ง หรือเพิกเฉยทั้งหมดก็ได้

5. การใช้ Canonical สลับไปมาระหว่างเวอร์ชันมือถือและ Desktop (Deprecated)

ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้แท็ก Canonical 5. การใช้ Canonical สลับไปมาระหว่างเวอร์ชันมือถือและ Desktop (Deprecated)

ก่อนหน้านี้ Google เคยแนะนำให้ใช้ Canonical Tags ร่วมกับ rel=”alternate” สำหรับเวอร์ชันมือถือแยก แต่ปัจจุบัน Google แนะนำให้ใช้ Responsive Design เป็นหลัก ซึ่งหมายถึงการออกแบบเว็บไซต์ให้ปรับขนาดตามหน้าจออุปกรณ์ต่างๆ โดยใช้ URL เดียวกัน หากยังคงมีเวอร์ชันมือถือแยก ก็ควรใช้ Canonical ชี้ไปยังเวอร์ชัน Desktop เป็นหลัก

6. ไม่คำนึงถึง HTTP/HTTPS และ WWW/Non-WWW

ข้อควรระวังและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้แท็ก Canonical 6. ไม่คำนึงถึง HTTP/HTTPS และ WWW/Non-WWW

อย่าลืมตรวจสอบให้แน่ใจว่า Canonical URL ของเราใช้โปรโตคอล (HTTP/HTTPS) และรูปแบบโดเมน (WWW/Non-WWW) ที่ถูกต้องและเป็นเวอร์ชันที่ต้องการให้ Google จัดอันดับ

เมื่อรู้ข้อควรระวังแล้ว เราขอแนะนำ 1 ข้อที่ควรทำบ้าง นั่นก็คือ Self-referencing Canonical (Canonical ชี้หาตัวเอง) การที่หน้าเว็บหนึ่งชี้ Canonical Tag กลับมาที่ URL ของตัวเอง () เป็นวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องและแนะนำให้ทำ โดยเฉพาะเมื่อ URL มีพารามิเตอร์ที่ไม่สำคัญ เช่น ?id=123 หรือ ?ref=xxx เพราะเป็นการยืนยันกับ Google ว่าหน้านี้แหละคือหน้าหลัก ไม่ต้องสนใจพารามิเตอร์เหล่านั้น

วิธีตรวจสอบ Canonical Tag

เมื่อติดตั้งไปแล้ว ก็ถึงเวลาตรวจสอบให้แน่ใจว่าทำงานถูกต้องไหมครับ ซึ่งวิธีตรวจสอบ Canonical Tag มี 3 แบบหลัก ๆ คือ การตรวจสอบจาก Source Code ของหน้าเว็บ, การใช้ Extensions ของ Browser และการใช้เครื่องมือ Google Search Console ครับ โดยมีรายละเอียดแต่ละวิธีดังนี้

1. ตรวจสอบจาก Source Code ของหน้าเว็บ

ตรวจสอบจาก Source Code ของหน้าเว็บ

วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเปิดหน้าเว็บของเราขึ้นมา คลิกขวาแล้วเลือก “View page source” (หรือ “ดูซอร์สของหน้า”) จากนั้นค้นหาคำว่า canonical ซึ่งควรจะเจอโค้ดประมาณนี้

จากนั้นก็ตรวจสอบให้แน่ใจว่า URL ที่ระบุใน href นั้นถูกต้องและเป็นหน้าหลักที่เราต้องการไหม แค่นี้เอง

2. ใช้ Extensions ของ Browser

ใช้ Extensions ของ Browser

มี Browser Extensions จำนวนมากที่ช่วยตรวจสอบ SEO ได้ดี หนึ่งในนั้นคือ SEO Meta in 1 Click หรือ MozBar (สำหรับ Chrome) ซึ่งจะแสดงข้อมูล Canonical URL ของหน้าปัจจุบันให้เห็นได้ง่าย ๆ

3. Google Search Console

Google Search Console

Google Search Console (GSC) เป็นเครื่องมือฟรีที่สำคัญมาก ๆ จาก Google ที่ช่วยให้เราตรวจสอบ SEO ของเว็บไซต์ได้

  • เครื่องมือตรวจสอบ URL (URL Inspection Tool) เราสามารถนำ URL ที่ต้องการตรวจสอบไปวางในช่องค้นหาด้านบนของ GSC จากนั้น GSC จะแสดงข้อมูลเกี่ยวกับ URL นั้น ๆ รวมถึง “Canonical URL ที่ Google เลือก” (User-declared canonical) และ “Canonical URL ที่ Google เลือก” (Google-selected canonical) ถ้าสองตัวนี้ตรงกันก็ถือว่าถูกต้อง
  • รายงานการจัดทำดัชนี (Indexing Report) ใน GSC เรายังสามารถดูรายงานการจัดทำดัชนี ซึ่งจะแสดงปัญหาเกี่ยวกับ Duplicate Content และ Canonicalization ได้อีกด้วย

การเข้าใจและใช้งาน Canonical Tags อย่างถูกต้องนั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคนที่ทำ SEO มันไม่ใช่แค่เรื่องของการหลีกเลี่ยงบทลงโทษจาก Google เท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณให้สูงขึ้นอีกด้วย

– อภิเดช กระแสสินธ์ (คุณเต้) 
SEO & Analytics Expert บริษัท SGE ADVERTISING

อย่างที่ทุกคนรู้ดีว่า Google ต้องการมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งาน ด้วยการแสดงผลลัพธ์ที่ตรงใจและมีคุณภาพที่สุด การช่วยให้ Google เข้าใจว่าหน้าไหนคือ “หน้าหลัก” ของเนื้อหาต่าง ๆ บนเว็บไซต์ของเรา จะทำให้ Google สามารถทำงานได้ดีขึ้น และส่งผลดีต่ออันดับเว็บไซต์ของเราในระยะยาว

ดังนั้น อย่าละเลยการตรวจสอบและปรับใช้ Canonical Tags ในเว็บไซต์นะครับทุกคน หมั่นตรวจสอบ Google Search Console อยู่เสมอเพื่อดูว่า Google มองเห็น Canonical URL ของเราเป็นยังไง และปรับปรุงแก้ไขหากมีข้อผิดพลาด หรือปรึกษาบริษัทรับทำ SEO มืออาชีพ เพื่อให้เว็บไซต์เติบโตและเป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน! 💪

ติดต่อเราเพื่อสอบถามเพิ่มเติมและเริ่มต้นการตลาดดิจิทัลที่ช่วยผลักดันธุรกิจของคุณให้ก้าวไปข้างหน้า

Published On: กรกฎาคม 22nd, 2025|Categories: SEO|Views: 235|
เขียนโดย Areeya
Howard Wang
เรียบเรียงโดย

Howard Wang

Digital Marketing Consultant

Co-founder ของ SGE Group และ SGE Advertising ที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัลผู้เปลี่ยนกลยุทธ์ออนไลน์สู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง

Co-founder ของ SGE Group และ SGE Advertising ที่ปรึกษาการตลาดดิจิทัลผู้เปลี่ยนกลยุทธ์ออนไลน์สู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง

แสดงความคิดเห็นของคุณ


แบ่งปันความรู้

หมวดหมู่เนื้อหา